วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

หมดสภาพอยู่ ๒ อย่าง



หมดสภาพอยู่ ๒ อย่างคือ




การหมดสภาพ (เภโท) แบบมีโทษ ๑

การหมดสภาพแบบไม่มีโทษ ๑

http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%A0%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

การถึงสรณะมี ๒



ส่วนในประเภทแห่งการถึงสรณะ (การถึงสรณะมีกี่ประเภท)

พึงทราบอธิบายต่อไป.การถึงสรณะมี ๒ คือ




การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระ ๑

การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะ ๑.

http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%A0%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

สติมี ๒ อย่าง



สติมี ๒ อย่าง

คือสติที่ประกอบด้วยปัญญา ๑

สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ๑.

ในสติทั้ง ๒ นั้น สติประกอบด้วยปัญญาย่อมมีกำลัง สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาย่อมหย่อนกำลัง.http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%A0%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทุกข์ในอริยสัจสี่ได้เป็น 2 กลุ่ม


สภาวทุกข์ คือ

ทุกข์ประจำ ทุกข์ที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน ไม่มียกเว้น ได้แก่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย
ปกิณณกทุกข์ คือทุกข์จร ทุกข์ที่จรมาเป็นครั้งคราว ได้แก่ ความเศร้าโศก ความพร่ำเพ้อรำพัน ความไม่สบายใจ ความน้อยใจ ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ความพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ ความผิดหวังไม่ได้ตามที่ต้องการ


วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สุภาพสตรีผู้มีปรีชา 2


ยังสามีให้ขุ่นเคือง ด้วยถ้อยคำ ๑-

แสดงความหึง หวง ๑-

วิมุตติ 2



วิมุตติ 2 คือ

ความหลุดพ้นด้วยสมาธิและปัญญา ได้แก่ 

เจโตวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ 

ปัญญาวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา ความหลุดพ้นแห่งจิตจากจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง

ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ 2


ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ มี 2 อย่าง ได้แก่

  1. ปรโตโฆสะ คือ การโฆษณาแต่บุคคลอื่น เสียงจากผู้อื่น ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น
  2. อโยนิโสมนสิการ คือ การทำในใจโดยไม่แยบคาย การไม่ใช้ปัญญาพิจารณา ความไม่รู้จักคิด การปล่อยให้อวิชาครอบงำ ตรงกันข้ามกับคำว่า โยนิโสมนสิการ

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บูชา 2

บูชา คือ การแสดงความเคารพ การกราบไหว้ การยกย่องนับถือบุคคลที่ควรเคารพนับถือ
เช่น พระพุทธรูป พระสงฆ์ บิดามารดา คณุอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ ถือเป็นเหตุนำความสุข ความเจริญ และความก้าวหน้าในชีวิตมาให้แก่ผู้ทำ

 

  1. อามิสบูชา เป็นการบูชาด้วยสิ่งของ ปรนนิบัติดูแล ให้ข้าวน้ำ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ค่าใช้จ่าย และบูชาด้วยดอกไม้ ธูป เทียน
  2. ปฏิบัติบูชา เป็นการบูชาด้วยการปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตามแบบที่ท่านทำ ปฏิบัติตามคำที่ท่านสอน ได้แก่ทานปฏิบัติ มาอย่างไรก็ปฏิบัติตาม ท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไรก็ทำตามด้วยความเต็มใจ

บูรพาจารย์ 2

บูรพาจารย์ (อ่านว่า บูระพาจาน) แปลว่า อาจารย์ในเบื้องต้น, อาจารย์ก่อนๆ ใช้ว่า บุพพาจารย์ หรือ บุรพาจารย์ ก็ได้
บูรพาจารย์ ใช้หมายถึงอาจารย์ 2 ประเภทคือ
  1. บิดามารดา คืออาจารย์พิเศษคนแรกของแต่ละคนที่สอนทุกอย่างให้โดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีตารางสอน ไม่มีวันหยุด บิดามารดาจัดว่าเป็นบูรพาจารย์ของลูก เป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของลูกทุกคน
  2. อาจารย์เก่า คืออาจารย์ที่อบรมสั่งสอนวิชาการมาก่อน เป็นอาจารย์รุ่นแรกๆ จัดว่าเป็นบูรพาจารย์ของศิษย์และอาจารย์ต่อๆ มา ซึ่งได้แก่ครูอาจารย์ทั่วไป
 

มงคล 2

มงคลมี 2 อย่างคือ มงคลทางโลก กับ มงคลทางธรรม

มงคลทางโลก คือสิ่งที่เป็นวัตถุซึ่งชาวโลกถือว่าเป็นมงคล
 ได้แก่สิ่งของ สัตว์ และต้นไม้บางชนิด เช่นมงคลแฝด ของขลัง ช้างเผือก ใบเงินใบทอง รวมถึงชื่อ อักษร กาลเวลาหรือฤกษ์ยามเป็นต้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มงคลนอก

มงคลทางธรรม คือมงคลที่เป็นข้อปฏิบัติ ต้องทำต้องปฏิบัติให้ได้จริงจึงจะเป็นมงคล มี 38 ประการ
  1. ไม่คบคนพาล
  2. คบบัณฑิต
  3. บูชาคนที่ควรบูชา
หมวดที่ ๒
  1. อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
  2. มีบุญวาสนามาก่อน
  3. ตั้งตนชอบ
หมวดที่ ๓
  1. เป็นพหูสูต
  2. มีศิลปะ
  3. มีวินัย
  4. มีวาจาสุภาษิต
หมวดที่ ๔
  1. บำรุงมารดาบิดา
  2. เลี้ยงดูบุตร
  3. สงเคราะห์ภรรยา(สามี)
  4. ทำงานไม่คั่งค้าง
หมวดที่ ๕
  1. บำเพ็ญทาน
  2. ประพฤติธรรม
  3. สงเคราะห์ญาติ
  4. ทำงานไม่มีโทษ
หมวดที่ ๖
  1. งดเว้นจากบาป
  2. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
  3. ไม่ประมาทในธรรม
หมวดที่ ๗
  1. มีความเคารพ
  2. มีความถ่อมตน
  3. มีความสันโดษ
  4. มีความกตัญญู
  5. ฟังธรรมตามกาล
หมวดที่ ๘
  1. มีความอดทน
  2. เป็นผู้ว่าง่าย
  3. เห็นสมณะ
  4. สนทนาธรรมตามกาล
หมวดที่ ๙
  1. บำเพ็ญตบะ
  2. ประพฤติพรหมจรรย์
  3. เห็นอริยสัจจ์
  4. ทำพระนิพพานให้แจ้ง
หมวดที่ ๑๐
  1. จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
  2. จิตไม่โศก
  3. จิตปราศจากธุลี
  4. จิตเกษม
อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธองค์จะทรงแสดงธรรมไว้ชัดเจนดีแล้ว ก็มีผู้ที่เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง จึงได้ส่งผลมาถึงปัจจุบันนี้ แนวทางการยึดถือความเป็นมงคล จึงมีอยู่ 2 แนวทาง คือ
  1. มงคลจากการมีสิ่งนั้นมีสิ่งนี้
  2. มงคลจากการฝึกตัว

กตเวที 2

กตเวที
หมายถึง การทดแทนพระคุณของท่าน แบ่งงานที่ต้องทำ 2 ประการคือ
  1. ประกาศคุณท่าน
  2. การตอบแทนคุณของท่าน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5

เทศนา 2

พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๒ อย่าง คือ
สมมติเทศนา ( เทศนาเกี่ยวกับสมมติ ) ๑
ปรมัตถเทศนา ( เทศนาเกี่ยวกับปรมัตถ์) ๑.



http://th.wikisource.7val.com/;s=dD1rIezP1q8GSVQumAtO821/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2_%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

จักษุ2

จักษุ2ความหมาย

หรือ จักขุ ในทางพระพุทธศาสนา มีความหมายสองประการ คือ
  1. มังสจักขุ ได้แก่ นัยน์ตาเนื้อใช้มองดูสิ่งต่างๆได้ เช่น นัยน์ตาของสัตว์ทั้งหลาย
  2. ปัญญาจักขุ ได้แก่ ความสามารถในการรู้เรื่องต่างๆ ด้วยปัญญา คือ เป็นการรู้ได้ทางใจ ไม่ใช่รู้ได้ด้วยนัยน์ตา
ปัญญาจักขุ
ในทางพระพุทธศาสนาแสดงไว้เป็นห้าชนิด คือ
  1. พุทธจักขุ หมายถึง ญาณปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หยั่งรู้ในอัธยาศัยของสัตว์โลกทั้งปวงได้ เรียกว่า อาสยานุสยญาณ
    และญาณปัญญาที่สามารถรู้ นามอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย ว่ายิ่งหรือหย่อนเพียงใด ที่เรียกว่า อินทรียปโรปริยัตติญาณ
  2. สมันตจักขุ หมายถึง ญาณที่สามารถรอบรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งบัญญัติและปรมัตถธรรม ที่เรียกว่า สัพพัญญุตญาณ
  3. ญาณจักขุ หมายถึง ญาณปัญญาที่ทำให้สิ้นอาสวกิเลส เรียกว่า อรหัตมรรคญาณ หรือ อาสวักขยญาณ
  4. ธรรมจักขุ หมายถึง ญาณปัญญาของพระอริยบุคคลเบื้องต่ำทั้งสาม คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี
  5. ทิพพจักขุ หมายถึง ญาณปัญญาที่สามารถรู้เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ไกลแสนไกล ได้อย่างละเอียด ด้วยอำนาจของ สมาธิจิต ที่เรียกว่า อภิญญาสมาธิ
ปัญญาจักขุห้าประการนี้ สมันตจักขุ พุทธจักขุ ย่อมมีได้แต่เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ส่วนปัญญาจักขุที่เหลืออีกสามประการ ย่อมเกิดแก่ พระอริยบุคคลอื่นๆ หรือฌานลาภีบุคคล ที่ได้ทิพพจักขุญาณ ตามสมควรแก่ญาณ และบุคคล
ปัญญาจักขุ ๕ มังสจักขุ ๑ รวมเป็น ๖ จึงเรียกกันสั้น ๆ ว่า จักขุ ๖
จักขุ ๕ ยังหมายถึง พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่ มังสจักขุ ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ พุทธจักขุ สมันตจักขุ
ในประวัติของอริยบุคคล ธรรมจักขุ ใช้คำว่า "ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน"บ้าง "ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน" บ้าง
ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ บรรยายไว้ว่า ดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญารู้เห็นตามความจริงว่า สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ธรรมจักษุโดทั่วไป เช่นที่เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะ เมื่อสดับธรรมจักร ได้แก่ โสดาปัตติมรรค หรือโสดาปัตติมัคคญาณ คือ ญาณที่ทำให้เป็นโสดาบัน


อัธยาศัย แปลว่า แปลว่าอะไร หมายถึง อัธยาศัย อัดทะยาไส น นิสัยใจคอ
http://dhammanatural.blogspot.com/